Uncategorized

บิ๊กจิ๋ว/มิ่งขวัญ อยากออกไปตั้งพรรคใหม่ก็ไปเลยครับ ไม่ง้อเหมือนกัน

Summary

บทความโดย…ลูกชาวนาไทย  “เด็ก”บิ๊กจิ๋ว”เปรยตั้งพรรคใหม่ สะพัดพ่อใหญ่แถลงลาออกหลังเปิดนโยบายเลือกตั้ง หึ่ง”เสนาะ”อาจไปด้วย” อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ เห็นข้อความนี้แล้วผมมีความเห็นว่า หากบิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อยากออกไปตั้งพรรคใหม่ จะเป็นพรรคความหวังใหม่หรือพรรคอะไรก็ตามก็ไปเลยครับ หากคิดว่าการตั้งพรรคใหม่แล้วจะได้เสียงเป็นกอบเป็นกำก็ลองดูนะครับ เพราะจะเป็นการพิสูจน์กันไปเลยว่า เมืองไทยได้พัฒนาทางการเมืองไปแล้วหรือยัง คนเสื้อแดงในภาคอีสาน และภาคเหนือ นั้นได้ “มีจิตสำนึกทางการเมือง” ขึ้นหรือไม่ หลังจากมีวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ยาวนานมาแล้วเกือบ 5 ปี หากคิดว่าเมืองไทยจะย้อนกลับไปในวังวนเก่าๆ แล้ววนเวียนอยู่ตรงนั้น ประชาชนไม่ยอมเรียนรู้ ก็ออกไปได้เลย จะได้พิสูจน์กัน หากประชาชนยังไม่มีจิตสำนึกทางการเมือง และหันกลับไปเลือกตัวบุคคลมากกว่าเลือกพรรคการเมือง  ก็แสดงว่าเรายังไม่พัฒนาได้มากพอ ซึ่งก็คงช่วยอะไรไม่ได้ การเมืองไทยก็จะเข้าสู่ระบบการเมืองแบบเดิม  “ก่อนปี 2540” ที่มีระบบหลายพรรค มี “เจ้าพ่อท้องถิ่นต่างๆ ” เหมือนเดิม พวกเสนาะ เนวิน ยังแสดงอิทธิฤทธิ์ได้เหมือนเดิม เราก็คงเห็นบุฟเฟ่ค์คาบิเนตแบบรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ก็อบปีระบอบการเมืองแบบก่อนปี 2540 มาฉายซ้ำให้คนรุ่นใหม่ได้เพื่อทบทวนความหลังที่เหลวแหลกของการเมืองไทย ระบบการเมืองแบบยุคทักษิณที่มีพรรคเดียวบริหารประเทศ และมุ่งทำตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน จนเราเป็นประโยชน์จากระบอบประชาธิปไตยกินได้ […]

บทความโดย…ลูกชาวนาไทย
 

“เด็ก”บิ๊กจิ๋ว”เปรยตั้งพรรคใหม่ สะพัดพ่อใหญ่แถลงลาออกหลังเปิดนโยบายเลือกตั้ง หึ่ง”เสนาะ”อาจไปด้วย”

อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ เห็นข้อความนี้แล้วผมมีความเห็นว่า หากบิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อยากออกไปตั้งพรรคใหม่ จะเป็นพรรคความหวังใหม่หรือพรรคอะไรก็ตามก็ไปเลยครับ หากคิดว่าการตั้งพรรคใหม่แล้วจะได้เสียงเป็นกอบเป็นกำก็ลองดูนะครับ เพราะจะเป็นการพิสูจน์กันไปเลยว่า เมืองไทยได้พัฒนาทางการเมืองไปแล้วหรือยัง คนเสื้อแดงในภาคอีสาน และภาคเหนือ นั้นได้ “มีจิตสำนึกทางการเมือง” ขึ้นหรือไม่ หลังจากมีวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ยาวนานมาแล้วเกือบ 5 ปี หากคิดว่าเมืองไทยจะย้อนกลับไปในวังวนเก่าๆ แล้ววนเวียนอยู่ตรงนั้น ประชาชนไม่ยอมเรียนรู้ ก็ออกไปได้เลย จะได้พิสูจน์กัน

หากประชาชนยังไม่มีจิตสำนึกทางการเมือง และหันกลับไปเลือกตัวบุคคลมากกว่าเลือกพรรคการเมือง  ก็แสดงว่าเรายังไม่พัฒนาได้มากพอ ซึ่งก็คงช่วยอะไรไม่ได้ การเมืองไทยก็จะเข้าสู่ระบบการเมืองแบบเดิม  “ก่อนปี 2540” ที่มีระบบหลายพรรค มี “เจ้าพ่อท้องถิ่นต่างๆ ” เหมือนเดิม พวกเสนาะ เนวิน ยังแสดงอิทธิฤทธิ์ได้เหมือนเดิม เราก็คงเห็นบุฟเฟ่ค์คาบิเนตแบบรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ก็อบปีระบอบการเมืองแบบก่อนปี 2540 มาฉายซ้ำให้คนรุ่นใหม่ได้เพื่อทบทวนความหลังที่เหลวแหลกของการเมืองไทย ระบบการเมืองแบบยุคทักษิณที่มีพรรคเดียวบริหารประเทศ และมุ่งทำตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน จนเราเป็นประโยชน์จากระบอบประชาธิปไตยกินได้ ก็จะกลายเป็นแค่ความฝันที่เราเคยฝันไปแค่ 5 ปีกันเท่านั้น

ผมมีข้อสมมุติฐานที่ผมต้องการพิสูจน์ เหมือนกัน ที่ว่า “คนไทยได้พัฒนาการเลือกตั้งเป็นเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล” โดยผมใช้ข้อมูลการเลือกตั้งใหญ่ระดับชาติ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเข้ามาในสนามการเมือง ที่คนมีแนวโน้มเลือกระบบพรรคมากกว่าตัวบุคคล แม้การเลือกตั้งปี 2550 ที่คุณสมัครเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ท่ามกลางการรุมของฝ่ายอำมาตย์ คนก็ยังเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล

หากผมสันนิษฐานผิด ก็แสดงว่าเรายังไม่พัฒนาอะไรเลย และขบวนการคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้น ก็เป็นการเกิดขึ้นอย่างลอยๆ ไร้รากฐานทางอุดมการณ์ที่มั่นคง

แต่ หากข้อสันนิษฐานของผมถูกต้อง การลงทุนลงแรงของพวกอำมาตย์ที่ผ่านมา ถึงกับแลกความศรัทธาต่างๆ ที่เคยมีล้นพ้น ก็สูญเปล่า เพราะคนไทยไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว เปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งไปอย่างสมบูรณ์แล้ว การล็อบบี้ทางการเมืองจากพวกรอยัลลิสต์ต่างๆ จะไม่มีพลังเทียบเท่ากับเสียงของประชาชน เหมือนในยุคของทักษิณเป็นรัฐบาล

และเมื่อมีเลือกตั้งประชาชนก็เลือกแค่สองพรรคคือ ประชาธิปัตย์ กับ พรรคของคนเสื้อแดงเท่านั้น ซึ่งไม่ว่าพรรคใดจะชนะ ก็หมายถึงเสียงของประชาชนจะมีน้ำหนักมากกว่าเสียงของอำมาตยาธิปไตย

หากเป็นแบบนี้อิทธิพลของระบบราชการ ระบบอำมาตย์ก็หายไปในที่สุด

แต่หากการเมืองไทยย้อนกลับไปเหมือนก่อนปี 2540 ที่คนเลือกตัวบุคคล ระบบอุปถัมภ์ยังคงมีอิทธิพลอยู่ พวกอำมาตย์ก็ชนะในวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งนี้อย่างสมบูรณ์ เมืองไทยก็กลับเข้าสู่ยุคของการซาบซึ้งต่อไป และอยู่กันอย่างไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินมากกว่าที่จะเป็นพลเมืองที่มีสิทธิมีเสียงอย่างสมบูรณ์ในประเทศนี้

ขนาดสู้กันมา 5 ปีแล้ว คนไทยยังไม่พัฒนา ไม่มีจิตสำนึกทางการเมืองอะไรเลย ก็คงช่วยไม่ได้

จากข่าวนี้ ผมทราบมาว่าเบื้องหลังคือ  พวกนักการเมืองรุ่นเก่า ต้องการประนีประนอม และคิดว่าทักษิณ อินกับ “เสื้อแดงมากเกินไป” ปล่อยให้แกนนำเสื้อแดงมีสิทธิ์ที่จะจัดคนลงเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ ลดบทบาทของนักการเมืองเก่าๆ ลง พวกนักการเมืองเดิมต้องการที่จะประนีประนอมกับระบอบเดิม และคิดว่าหากเอาคุณยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี คุณยิ่งลักษณ์เป็นคนในตระกูลชินวัตร ความขัดแย้งทางการเมืองก็ไม่จบ ฝ่ายอำมาตย์ก็จะไม่หยุดที่จะขัดขวางเจตนารมณ์ของประชาชน ดังนั้นการประนีประนอมของพวกเขาคือ คุณทักษิณและตระกูลชินวัตร จะต้องอยู่ห่างจากการเมืองเอาไว้ สนับสนุนอย่างเดียวก็พอ

ผมคิดว่าแนวคิดของคนพวกนี้คือ ต้องการให้การเมืองกลับสู่สภาพเดิมก่อนปี 2540 คำว่าจบของ “ชงลิต ยงใจยุทธ เสนาะเทียนทอง และนักการเมืองเก่าคือ “พวกเขาได้มีสนามเล่นต่อไปแบบเดิม” เล่นการเมืองในแบบเดิมๆ เหมือนยุคก่อนที่คุณทักษิณจะเข้ามาเล่นการเมืองช่วงพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล

หากตีความแนวความคิดของคนพวกนี้ให้ถึงที่สุด คือ “ทักษิณจะต้องอยู่นอกการเมืองตลอดไป” เพราะไม่อย่างนั้นมันไม่จบแน่นอน  ปล่อยให้การเมือง อยู่ในมือนักการเมืองเก่าๆ ก่อนที่ “พรรคไทยรักไทย” จะเข้ามา

ผมว่า คุณทักษิณต้องเลือกแล้วครับ หากยอมคนพวกนี้ คุณทักษิณคงไม่ได้อะไร และคงต้องอยู่ต่างประเทศไปจนตาย เพราะคำว่าประนีประนอมของพวกอำมาตย์คือ ทักษิณต้องไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลทางการเมืองอีก ปล่อยให้การเมืองเป็นแบบก่อนปี 2540 คือระบบบุฟเฟต์คาร์บิเนต

แต่หากคิดให้จบ ลุยไปข้างหน้า ก็ต้องจับมือกับเสื้อแดง ลุยต่อไปจนกว่าจะได้ผลสรุป ถึงอย่างไรคนเสื้อแดงก็ไม่แพ้อยู่แล้ว เพราะคนเสื้อแดงคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในที่สุดความขัดแย้งใดๆ หากต่อสู้กับประชาชน ผลที่สุดแล้วประชาชนจะชนะในที่สุด เพราประชาชนฆ่าไม่ตาย เกิดขึ้นมาใหม่ เสริมได้ตลอดเวลา ส่วนพวกอำมาตย์ตายไปก็หลุดจากเกมไปเรื่อยๆ

คุณทักษิณควรเลิกยืมมือพวกนักการเมืองเก่า ๆ ได้แล้ว พวกนี้หมดยุคหมดสมัยแล้ว ควรสร้างการเมืองใหม่ขึ้นมาดีกว่า เราสู้กันมากว่า 5 ปี นี้ ก็เพื่อการพัฒนาไปข้างหน้าไม่ใช่ย้อนหลังกลับ หากไปตกหลุมคำว่า “ประนีประนอม” ก็ต้องยอมเขาตลอดไป จะทำอะไรก็กลัวเสียการประนีประนอม ทั้งคุณทักษิณและคนเสื้อแดงก็จะไม่ได้อะไรเลย ปล่อยให้สังคมอยู่ในเมฆหมอกเก่าๆ ต่อไป

ดังนั้น หากพวกนี้จะแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่ก็ปล่อยพวกเขาไปเถอะครับ เอาแกนนำเสื้อแดงเข้าไปทดแทน ลุยกันต่อไป

พวกนี้ต้องการเกาะกระแสคุณทักษิณและคนเสื้อแดงมากกว่า ที่เราต้องไปพึ่งชื่อเสียงเก่า ๆ รวม สส.เก่าของพวกเขา

ประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องสู้เพื่ออนาคต ไม่ใช่เพื่ออดีต

กรณีกลุ่มคุณมิ่งขวัญก็เหมือนกัน ได้ข่าวว่าจะย้ายออกไปหากไม่ได้เป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ผมคิดเหมือนกันว่าหากอยากจะออกไป ก็ให้ออกไปครับ ไปแย่งตลาดส่วนที่ไม่ใช่เสื้อแดง หากคิดว่าจะลุยไปได้ ไปหาเสียงแบบทางเลือกใหม่ ก็ให้ออกไปครับ

วันนี้การต่อรองด้วยวัตถุประสงค์ส่วนบุคคล ควรปล่อยไปได้แล้ว หากคิดว่าตัวเอง “มีชื่อเสียงและบารมีพอ” ไม่สนใจพรรค อยากออกไปก็ออกไปเลย

ผมว่าวันนี้ มันมีสองทางเลือกคือ อนุรักษ์นิยม หรือ ก้าวหน้าแบบเสื้อแดง

ทางเลือกที่สามคือ “ระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น นิยมตัวบุคคล” ก็ให้ลองออกไปเสี่ยงภัยดู

ไปไม่รอดก็เลิกเล่นการเมืองไปเลย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *